เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์
เครื่องหมายแห่งความเป็นพระราชาธิบดี มี ๕ สิ่ง รวมเรียกว่า เบญจราชกกุธภัณฑ์ คือ ฉัตร, วาลวิชนี, พระพรรค์, อุณหิส และบาทุกา (ตามวรรณคดีต่างๆ ทางพุทธศาสนา เช่น อรรถกถาปปัญจสูทนี ภาค ๓ อรรถกถาสมันตปาสาทิกา ภาค ๑ มหาวงศ์ ทีปวงศ์ อภิธานัปปทีปิกา สังกิจจชาดก)
ในทางข้างไทยนั้นถือเอาธารพระกรแทนฉัตร เพราะเห็นจะเป็นด้วยเราใช้วิธียื่นถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ฉัตรเป็นของใหญ่โต มีปักอยู่แล้วเหนือภัทรบิฐ จึงเปลี่ยนเป็นธารพระกร ในรัชกาลที่ ๔ ได้โปรดเกล้าฯ ให้เอาฉัตรพระคชาธารมายื่นถวายได้ทำเช่นนั้นต่อมาถึงรัชกาลที่ ๖ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้ทำฉัตรเก้าชั้นเล็กขึ้นถวายด้วย ฉัตรพระคชาธาร มีเพียง ๗ ชั้น (สาส์นสมเด็จ ฉบับ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๔๗๙)
พระมหาพิชัยมงกุฎ
รูปภาพ พระมหาพิชัยมงกุฎ สูง ๖๖ เซนติเมตร หนัก ๗,๓๐๐ กรัม
สูง ๖๖ เซนติเมตร หนัก ๗,๓๐๐ กรัม
พระมหาพิชัยมงกุฎ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ สำหรับเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทำด้วยทองคำลงยาราชาวดี ฝีมืองามเป็นเลิศ สองข้างมีจอนหูทำด้วยทองคำลงยาราชาวดีเช่นกัน แต่ละชั้นประดับด้วยดอกไม้เพชร เดิมยอดพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นยอดแหลม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชสมบัติ ไปหาซื้อเพชรยังประเทศอินเดีย พระราชสมบัติ ไปซื้อได้เพชรเม็ดใหญ่เม็ดหนึ่งมาจากกัลกัตตา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ติดไว้ที่ยอดพระมหามงกุฎ และพระราชทานนามว่ามหาวิเชียรมณี
พระมหาพิชัยมงกุฎนี้ แต่เดิมเวลาทำพิธีบรมราชาภิเษก พระมหากษัตริย์ก็ทรงรับจากพราหมณ์ แล้วทรงใช้ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงอนุโลมตามแบบประเทศตะวันตก ให้ถือเอาว่าขณะที่สวมพระมหามงกุฏเป็นตอนสำคัญที่สุดของพิธี พราหมณ์เป่าสังข์ ไกวบัณเฑาะว์ มีการประโคม ยิงสลุต และพระสงฆ์สวดชัยมงคลทั่วพระราชอาณาจักร